แฉหมดเปลือก! EP.2 รองเท้าวิ่ง New Balance ทำไมมีหลายแบบจัง?

หลังจากวันก่อน LIMSTREET ได้แฉวิธีเลือกรองเท้าวิ่งของ Nike ไป วันนี้ได้เวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับรองเท้าวิ่งของ New Balance กันแล้ว ว่ามีแบบไหนให้เราได้นำมาใส่กันบ้าง บอกเลยว่าถ้าพูดถึงรองเท้าวิ่งแล้วหล่ะก็ รองเท้า New Balance ไม่แพ้แบรนด์อื่นๆอย่างแน่นอน

ก่อนจะเจาะลึกไปในรายละเอียดต่างๆของรองเท้าวิ่งแต่ละประเภท เรามาดูภาพรวมกันก่อนดีกว่า รองเท้าวิ่งของ New Balance นั้นแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆทั้งหมด 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ SOFT & CUSHIONED, SPEED, DISTANCE, EVERYDAY, TRAIL และ SPIKES & COMPETITION เป็นยังไงหล่ะ!! นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นก็มีให้เลือกซะเยอะแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะทุกกลุ่มล้วนตอบโจทย์ผู้ใช้อย่างชัดเจน มาเริ่มกันเลยดีกว่า

          1.SOFT & CUSHIONED RUNNING SHOES

รองเท้าวิ่งประเภทแรกนี้ค่อนข้างจะมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนตามชื่อประเภทเลย คือเป็นรองเท้าที่เน้นความนุ่มนวลและมีความยืดหยุ่นสูง และยังเป็นกลุ่มรองเท้าที่มีประสิทธิภาพในการกันกระแทกได้ดีที่สุดอีกด้วย พื้นรองเท้าวิ่งของรองเท้าประเภทนี้หลักๆจะเป็นพื้น Fresh Foam ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดของ New Balance โดยพื้นรองเท้า Fresh Foam นั้นสื่อหลายๆสำนักจากทั่วโลกต่างยกให้เป็นพื้นรองเท้าที่โคตรเจ๋ง และแน่นอนว่าถ้าใครที่ต้องการความนุ่มสบายขณะวิ่ง หรือเป็นนักวิ่งระยะกลางไปจนถึงไกล รองเท้าประเภทนี้เหมาะที่สุด(แต่ระยะกลางจะตอบโจทย์มากกว่า) การดูว่ารองเท้ากลุ่มนี้มีรุ่นไหนบ้างก็ง่ายนิดเดียวให้มองไปที่รองเท้า New Balance Fresh Foam collection ได้เลย

2. SPEED RUNNING SHOES

รองเท้าวิ่งกลุ่มนี้จะเหมาะกับใครไปไม่ได้นอกจากพวกชอบซิ่งทั้งหลาย กลุ่มนี้จะเน้นไปที่ความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวเป็นหลัก รองเท้าจึงมีความปราดเปรียว กระชับเท้า และน้ำหนักที่เบา ถ้าคุณชื่นชอบความเร็ว ต้องการทำเวลาในการวิ่งระยะสั้นและระยะกลางให้ดียิ่งขึ้นแน่นอนว่ารองเท้าวิ่งกลุ่มนี้เหมาะกับคุณที่สุด โดยให้มองหาไปที่รองเท้าวิ่งในตระกูล The Vazee collection เพราะพื้นรองเท้า Vazee นั้นถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักที่เบา ตอบสนองดี และเอื้อต่อการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า

          3. DISTANCE RUNNING SHOES

กลุ่มนี้สำหรับขาอึดโดยเฉพาะ เป็นกลุ่มรองเท้าที่มีเสถียรภาพมากที่สุด จึงถูกออกแบบมาให้มีความมั่นคงลดการบิดตัวของเท้า (ส่วนใหญ่มักจะมี T-BEAM technology อยู่บริเวณกลางพื้นรองเท้า) เพื่อตอบโจทย์ต่อการใช้งานในการวิ่งระยะยาว หน้าผ้าของกลุ่มนี้จะทำออกมาเพื่อตอบโจทย์การระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยมซึ่งการระบายอากาศของรองเท้านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการวิ่งระยะไกล ใครที่ต้องการมีรองเท้ากลุ่มนี้ไว้ครอบครองต้องสังเกตบริเวณพื้นชั้นกลาง เพราะรองเท้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่(อาจไม่ใช่ทุกคู่) จะมีพื้นรองเท้าชั้นกลางสองชั้น ซึ่งชั้นแรกจะเป็นเทคโนโลยีกันกระแทกที่มีความนุ่มและมักวางอยู่เต็มฝ่าเท้าแต่มีความบาง ไม่ว่าจะเป็น TRUFUSE cushioning system หรือ ABZORB cushioning ส่วนชั้นที่สองจะเป็นพื้นหลักที่มีความหนา ซึ่งการมีพื้นรองเท้าชั้นกลางถึงสองชั้นนั้นจึงทำให้พื้นรองเท้าในกลุ่มนี้มีความหนากว่ารุ่นทั่วๆไปเพื่อสำหรับลดแรงกระแทกในการวิ่งทำให้สามารถวิ่งได้ในระยะยาว แต่จะไม่เน้นที่ความนุ่มจนเกินไป(ส่วนที่นุ่มจึงบางกว่า) เพราะหากพื้นรองเท้ามีความนุ่มมากเกินไปจะทำให้เปลืองแรงในการวิ่งมากขึ้นและลำบากในการทรงตัวนั่นเอง(ต้องเกร็งตลอดเวลาเพื่อทรงตัวทำให้เมื่อยได้)

          4. EVERYDAY RUNNING SHOES

หรือจะเรียกกลุ่มนี้ง่ายๆว่ากลุ่มสารพัดประโยชน์ เพราะรองเท้าถูกออกแบบมาให้มีความสมดุลในเกือบทุกด้านและมีความทนทาน เป็นการออกแบบที่โคตรจะอเนกประสงค์เพราะตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ From the road to the trail แต่มันไม่สุดซักทางไง! 555 การระบายอากาศ น้ำหนัก การปกป้องเท้า อยู่ในระดับกลางๆ การยึดเกาะบนพื้นถนนทั่วไป รวมทั้งนอกถนน ก็ทำได้ดีระดับนึงแต่ก็ไม่ที่สุด แล้วรองเท้ากลุ่มนี้เหมาะกับใครหล่ะ แน่นอนว่ากลุ่มคนที่เหมาะกับรองเท้ากลุ่มนี้ที่สุดเห็นจะเป็นพวกนักวิ่งขี้เบื่อ ไม่อยากจำเจกับการวิ่งเดิมๆ มีความต้องการการวิ่งที่หลากหลายแต่ไม่อยากมีรองเท้าหลายคู่ รวมถึงคนที่ยังไม่รู้ใจตัวเองก็ควรกระโดดเข้าหารองเท้ากลุ่มนี้ก่อน ซึ่งรองเท้ากลุ่มนี้ถือว่าเจ๋งและคุ้มค่าที่สุดกับบุคคลที่กล่าวมาข้างต้น เวลาจะมองรองเท้ากลุ่มนี้ให้สังเกตที่พื้นรองเท้าชั้นล่างเป็นหลัก จะมีดอกยางที่ลึกและห่างกว่าพื้นปกติทั่วไปเล็กน้อย เพื่อตอบสนองต่อการวิ่งในพื้นที่วิบากบ้างแต่ก็ยังมีความสบายในการวิ่งบนพื้นเรียบอยู่

          5. TRAIL RUNNING SHOES

และแล้วก็ถึงเวลาที่ขาลุยรอคอย เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มรองเท้าวิ่งวิบากโดยเฉพาะ และเป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเทคโนโลยีมากๆ เพราะการวิ่งวิบากนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ละพื้นที่ก็ต้องการรองเท้าที่มีคุณสมบัติต่างกัน ตัวรองเท้าของกลุ่มนี้จึงออกแบบมาเฉพาะกลุ่มมากๆ บางรุ่นมีการกันน้ำเข้า บางรุ่นเปิดให้น้ำเข้าได้แต่ก็ระบายออกได้ง่ายเช่นกัน บางรุ่นมีการปกป้องเท้าจากความคมของหิน พื้นรองเท้าชั้นกลางก็มีหลากหลาย เพื่อตอบสนองความชอบของแต่ละคนและระยะทางในการวิ่ง แต่ที่เหมือนๆกันคือลักษณะของตัวรองเท้าประเภทนี้จะถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง บิดงอได้บ้าง เพื่อตอบรับกับการลงน้ำหนักบนพื้นที่ไม่เรียบและไม่มั่นคง มีความทนทานเป็นพิเศษเพราะต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่โหดกว่ากลุ่มอื่นๆ และน้ำหนักที่เบาเพราะต้องมีการกระโดดหลบสิ่งกีดขวางเป็นระยะๆ การสังเกตรองเท้ากลุ่มนี้ง่ายมากๆ ให้ดูที่พื้นรองเท้าชั้นล่างสุดจะมีการออกแบบดอกยางที่ลึกและห่างเพื่อรองรับการลุยในทุกสถานการณ์ หรือง่ายกว่านั้นให้ดูรุ่นที่ลงท้ายด้วย trail ทั้งหลายแค่นี้พอ 5555

          6. SPIKES & COMPETITION SHOES (แถมให้เพราะคนทั่วไปคงไม่ได้ใช้รองเท้ากลุ่มนี้)

กลุ่มนี้เป็นรองเท้าสำหรับเจ้าแห่งความเร็วเท่านั้นเน้นน้ำหนักที่เบาเป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคนที่ใช้รองเท้าประเภทนี้จะเป็นนักแข่งซะส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีแบ่งออกเป็นประเภทย่อยถึงสามประเภทได้แก่
6.1. RACING SHOES หรือ RACING FLATS เป็นรองเท้าใส่วิ่งทำความเร็วที่นุ่มสบายมากที่สุดในกลุ่มนี้(เฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น) มีน้ำหนักที่เบา เรียว กระชับ พื้นบาง คล่องตัว นักวิ่งมาราธอนขาโหดบางคนหรือนักไตรกีฬามักเลือกรองเท้าประเภทนี้ใส่ตอนวิ่ง


  6.2. TRACK SPIKES เป็นรองเท้าสำหรับนักกีฬากรีฑาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกรีฑาประเภทลู่หรือประเภทลาน จุดเด่นของรองเท้าประเภทนี้คือความเพียวบาง หลายๆมุมดูคล้ายรองเท้าสตั๊ดฟุตบอล พื้นรองเท้าจะมีปุ่มแหลมบริเวณปลายเท้าเพื่อสำหรับยึดเกาะและเพิ่มความเร็วในการ sprint ขณะวิ่งบนลู่วิ่ง(พื้น Track) พื้นรองเท้าในส่วนหลังจะเรียบหรือแทบจะไม่มีดอกยางเลยเพราะแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้


  6.3. CROSS COUNTRY SPIKES รองเท้าวิ่งประเภทนี้จะมีความคล้ายกับรองเท้า TRACK SPIKES มีปุ่มแหลมบริเวณปลายเท้าเพื่อใช้ยึดเกาะในขณะที่ทำความเร็ว แต่พื้นรองเท้าจะมีดอกยางอยู่ทั่วทั้งพื้น เพราะสภาพพื้นผิวของการวิ่งแบบ cross country จะวิ่งบนพื้นที่ที่มีความนุ่มและลื่นกว่า เช่นบนพื้นดิน หรือพื้นหญ้า การวิ่งจะผ่านเนินน้อยใหญ่แล้วแต่สภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นเรียบแทบทั้งหมด แน่นอนว่านักกีฬาวิ่ง cross country ต้องเลือกรองเท้ากลุ่มนี้เท่านั้น

ทีนี้เพื่อนๆก็ได้รู้กันแล้วใช่รึเปล่าครับว่าตัวเองเหมาะกับรองเท้าวิ่งประเภทไหนบ้าง ก่อนจะไปเลือกซื้อรองเท้าวิ่งซักคู่ให้ถามใจตัวเองก่อนว่าตัวเราเองนั้นต้องการวิ่งในลักษณะใด และมีไลฟ์สไตล์การวิ่งแบบไหน เมื่อรู้ได้อย่างนั้นแล้วก็ตรงไปที่ร้านแล้วขอลองรองเท้าประเภทนั้นๆให้ได้มากที่สุด ลองใส่เดิน หรือบางร้านอาจจะมีลู่วิ่งให้เราได้ลองใส่วิ่งได้อีกด้วย เน้นว่าควรเลือกและทดลองใส่ให้นานหน่อยครับ เพื่อที่พอเสียเงินแล้วจะได้ไม่มานั่งเจ็บใจทีหลัง ที่สำคัญที่สุดรองเท้าวิ่งควรที่จะนำมาใส่วิ่งเป็นหลักเท่านั้น แน่นอนว่าหากต้องการใส่เข้าคลาสต่างๆ เข้ายิม หรือฟิตเนส(ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ควรใช้รองเท้า training) รองเท้าวิ่งบางคู่ก็อาจจะสามารถนำมาทดแทนได้บ้าง แต่ก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บอยู่ดี เพราะฉะนั้นใส่รองเท้าให้ถูกกับประเภทการใช้งานจะดีและสนุกกับกิจกรรมที่ทำมากที่สุด

** บทความนี้เขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย **

!!!!! ห้ามคัดลอกบทความนี้ไปใช้ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด !!!!!

ข้อมูลนี้เขียนขึ้นในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2017

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก : newbalance.com