Onitsuka Tiger & ASICS สองชื่อนี้มีที่มา

“All you need to do after falling down is to stand up again.”(ทั้งหมดที่คุณต้องทำหลังจากที่ล้มลงคือการยืนขึ้นอีกครั้ง) คำพูดนี้เป็นคำพูดของชายที่เป็นเจ้าของตำนานเสือผู้ยิ่งใหญ่ Kihachiro Onitsuka

Mr_Onitsukasmall_05a53

 

Kihachiro Onitsuka เริ่มต้นชีวิตของเขาในฐานะมนุษย์เงินเดือนภายหลังจากจบสงคราม แต่เจ้านายของเขาเป็นคนที่สนใจแต่ตัวเอง ทำให้ Mr. Onitsuka ลาออกมาในที่สุด
   การเป็นผู้รอดชีวิตจากสงคราม ทำให้เขาคิดว่า ภารกิจของเขาคือการช่วยให้เยาวชนกลายเป็นคนดีของสังคม วันหนึ่งเขาได้ยินคำพูดที่ว่า “If you pray to god, pray for a sound mind in a sound body.” เขารู้เลยว่ากีฬานี่แหละที่เป็นทางที่ดีที่สุดในการสอนให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ ทั้งทางด้านศิลธรรมและทางสภาพร่างกาย เขาจึงเลือกที่จะทำรองเท้ากีฬาเพราะคิดว่าเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเขาที่จะช่วยให้เด็กๆและเยาวชนได้เล่นกีฬาเขาจึงเริ่มทำรองเท้าขึ้น หลังจากทดลองทำรองเท้าอยู่หลายวันหลายคืนในห้องทำงานของเขา เขาก็ได้ส่งรองเท้าบาสเก็ตบอลคู่แรกให้กับหัวหน้าโค้ชโรงเรียนมัธยม
    Mr. Onitsuka บอกไปตรงๆว่า รองเท้าของเขาแทบจะไม่เหมือนรองเท้าบาสเก็ตบอลสักเท่าไหร่ แต่เขาจะเรียนรู้รับฟังคำแนะนำของโค้ชและทำการศึกษาการเคลื่อนไหวของนักกีฬาในระหว่างฝึกซ้อม เพื่อค้นหาจุดที่สำคัญ เย็นวันหนึ่งแม่ของเขาทำมื้อค่ำโดยมีแตงกวาดองกับปลาหมึก สายตาของเขามองไปที่ถ้วยปลาหมึกและจับจ้องตัวดูดของปลาหมึก เขาจึงคิดที่จะนำระบบการทำงานของตัวดูดปลาหมึกมาใช้โดยให้มันโผล่ขึ้นมาในพื้นรองเท้า แต่รองเท้าใหม่ของเขามีตัวดูดที่โผล่ขึ้นมามากเกินไป ทำให้ผู้เล่นเกิดการสะดุดล้มและเคลื่อนที่ลำบาก เขาจึงทำตัวดูดให้ตื้นลง จากการพัฒนารองเท้าบาสเก็ตบอลของเขาส่งผลให้รองเท้าของเขาสามารถหยุดได้ดั่งใจและพุ่งทะยานไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้โรงเรียนมัธยมที่สวมรองเท้าของเขาเป็นแชมป์ในที่สุด
Onituka's Tiger 1953
Mr. Onitsuka จึงเป็นผู้ผลิตรองเท้าบาสเก็ตบอลเป็นรายแรกของญี่ปุ่นโดยมีสัญลักษณ์เป็นหน้าเสือ จนเป็นที่มาของชื่อOnitsuka Tiger
images (1) ดาวน์โหลด
และลวดลายข้างรองเท้านั้นก็ได้มาจากการที่เขาได้มองเห็นหนวดของปลาหมึก เขาเอาลักษณะดังกล่าวมาเป็นไอเดียในการสร้างลวดลายนี้ขึ้นนี่เอง
     การผลิตรองเท้าที่มีประสิทธิภาพทำให้ความมั่นใจของเขาเพิ่มมากขึ้น แต่ตราสินค้าของเขายังไม่เป็นที่รู้จักอีกทั้งเขายังไม่มีช่องทางในการจำหน่ายอีกด้วย เริ่มแรก Mr. Onitsuka ต้องเดินขายรองเท้าของเขาไปตามสถานที่ต่างๆด้วยตัวเอง เขาไม่มีเงินที่จะไปพักตามโรงแรม แต่อาศัยม้านั่งตามสถานีรถไฟเป็นที่นอนแทน หลังจากนั้นเขาติดเชื้อวัณโรคและเริ่มได้รับความทรมานจากอาการของโรคที่รุมเร้า เขาไปพบแพทย์และแพทย์แนะนำให้เขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในทันที โชคดีที่ขณะนั้นมียาตัวใหม่เข้ามาพอดี เขาได้รับการรักษาและอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  เขาจึงเริ่มที่จะเพิ่มชนิดของรองเท้ากีฬาขึ้น ภายในปีนั้นปัญหาสุขภาพก็กลับมารุมเร้าร่างกายอีกครั้ง คราวนี้หมอแจ้งว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน Mr. Onitsuka นอนบนฟูกในห้องเล็กๆซึ่งเป็นที่ทำงานของเขา ลำคอของเขาติดเชื้อเส้นเสียงมีปัญหาส่งผลให้เขาไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ในทุกๆเช้าเขาจะเรียกพนักงานมาพบที่เตียงของเขาและเขียนคำแนะนำต่างๆลงไปในกระดาษ เขารู้สึกว่าวันสุดท้ายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว แต่โชคก็เข้าข้างเขาเมื่อยาตัวใหม่ออกมา ส่งผลให้อาการต่างๆของเขาดีขึ้น ไข้ลดลง เสียงของเขากลับมาใช้ได้ และเขาหายจากอาการป่วยในที่สุด
       Mr. Onitsuka กลับมาเน้นและพยายามที่จะพัฒนารองเท้าเขาอีกครั้ง คราวนี้เขาหันมาพัฒนารองเท้าวิ่งมาราธอนเพื่อที่เมื่อใส่วิ่งไปนานๆแล้วไม่ทำให้เกิดแผลหรือว่ารองเท้ากัด นักวิ่งลำดับต้นๆบอกเขาว่าถ้าเขาทำรองเท้าวิ่งสำเร็จ เขา(นักวิ่ง) จะวิ่งมาราธอนบนมือของเขา ในเวลานั้นหนังสือหรือความรู้เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนนั้นไม่แพร่หลาย Mr. Onitsuka เสาะหาหนังสือและข้อมูลมามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถตอบข้อข้องใจของเขาได้  เย็นวันหนึ่งในอ่างอาบน้ำ Mr. Onitsuka มองไปที่เท้าของเขา เขาตระหนักว่าเขารู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับวัสดุต่างๆของรองเท้าแต่เขาไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเท้าของเขาเลย เขาจึงไปพบกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้แล้วจึงได้เข้าใจว่าแผลรองเท้ากัดนั้นเป็นแผลพุพองคล้ายคลึงกับรอยเผาไหม้ ซึ่งจะทำยังไงถึงจะหลีกเลี่ยงจากการเผาไหม้ได้ และเขาก็พบกับเหตุการณ์ที่จะนำเขาไปพบกับคำตอบ วันหนึ่งเขานั่งรถแท็กซี่และรถแท็กซี่ก็จอดเนื่องจากเกิดปัญหาความร้อนขึ้น เป็นเพราะว่าคนขับรถไม่ได้ตรวจเช็คและเติมน้ำในหม้อน้ำ
    Mr. Onitsuka คิดที่จะใช้น้ำมาทำให้เท้าเย็นลง แต่ผลที่ได้นั้นกลับแย่มากเนื่องจากมันลื่นมากเวลาที่น้ำอยู่ในรองเท้า เขาจึงคิดว่าบางทีการใช้ระบบระบายอากาศน่าจะได้ผลที่ดีกว่า เขาจึงทำส่วนบนของรองเท้าให้เป็นตาข่ายแบบขรุขระ และทำรูระบายอากาศในส่วนด้านหน้าและด้านหลังของรองเท้าเพื่อการระบายอากาศที่ดีขึ้น เมื่อรองเท้าถูกก้าวเหยียบลงไปกับพื้นอากาศร้อนจะถูกดันออกไปด้านนอกและเมื่อยกเท้าขึ้นอากาศเย็นภายนอกก็จะถูกสูบกลับเข้ามาในรองเท้า Mr. Onitsuka ได้ให้นักกีฬาที่เคยบอกเขาไว้ว่าจะวิ่งมาราธอนบนมือของเขาได้ลองใช้รองเท้าคู่ใหม่ของเขา ปรากฏว่าที่ระยะทาง 30 กิโลเมตร แทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเท้าของนักกีฬาเลย หลังจากผ่านไป 42.195 กิโลเมตร ด้านล่างของเท้ามีแค่รอยสีแดงเล็กน้อยแต่ไม่มีรอยแผล
มันเป็นความจริงที่ว่า Mr. Onitsuka นั้นเมื่อได้เริ่มทำอะไรแล้วเขาจะทำมันไม่หยุดจนกว่าจะสำเร็จ เขาบอกกับทุกคนว่า “หากคุณเริ่มทำอะไรจากสิ่งที่ยากที่สุดแล้วสำเร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่มีอะไรเป็นเรื่องยาก” เขามักจะถูกคนอื่นหลอกหรือว่าโกง บางคนคิดว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากจนเกินไป แต่เขาก็ไม่เคยหยุดจิตวิญญาณหรือความเป็นตัวตนของเขา
p1050536

ต่อไปเรามาดู timeline คร่าวๆของ Onitsuka Tigerกัน

      Onitsuka Tiger เป็นบริษัทผลิตรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดบริษัทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ย้อนไปในปี ค.ศ.1949 อดีตนายทหารในวัย 32 ปี ได้ก่อตั้ง Onitsuka.Co.Ltd ขึ้น โดยหวังให้เยาวชนที่ผ่านช่วงสงครามนั้นเรียกความศรัทธาในตนเองขึ้นอีกครั้งโดยผ่านการเล่นกีฬา ผลิตภัณฑ์แรกของ Onitsuka Tiger คือรองเท้าบาสเก็ตบอลซึ่งมันดูคล้ายๆกับรองเท้าธรรมดาทั่วๆไป หลายๆแบบที่ทำออกมาก็ยังไม่ดีพอจนต้องถูกทิ้งไป Mr. Onitsuka เริ่มหันกลับมามองถึงปัจจัยพื้นฐานของการเล่นบาสซึ่งนักกีฬาบาสเก็ตบอลนั้นมีการเคลื่อนที่โดยการออกตัวและหยุดอยู่บ่อยครั้งบนพื้นขณะเล่น เขาจึงเพิ่มปุ่มพื้นรองเท้าโดยเว้นระยะห่างกันเล็กน้อยเพื่อให้นักกีฬามีการตอบสนองที่ดีขึ้นเวลาเคลื่อนที่และสามารถหยุดได้ดั่งใจ
  ในปี 1952 Mr. Onitsuka ทำรองเท้าของเขาออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ไม่นานรองเท้าของเขาก็ครองใจคนทั่วทั้งประเทศ
   ในปี 1953 Onitsuka Tiger ร่วมมือกับนักวิ่งมาราธอนชื่อดังของญี่ปุ่น Toru Terasawa เพื่อพัฒนารองเท้าที่สามารถวิ่งได้เป็นเวลานานโดยที่ไม่เกิดบาดแผล
    ใน Olympics 1964 ที่จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการจัดโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย ทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่นซึ่งได้รับฉายาว่า “แม่มดตะวันออก” ได้รับชัยชนะและได้เหรียญทองในครั้งนั้น ซึ่งทั้งทีมสวมรองเท้าวอลเลย์บอลของ Onitsuka Tiger และในโอลิมปิกครั้งนี้นักวิ่งชาวเอธิโอเปีย Abebe Bikila ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “Abebeเท้าเปล่า” (เนื่องจากเขาได้รับเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโรมในปี 1960 ด้วยการวิ่งเท้าเปล่า) เขาได้รับเหรียญทองในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เขาชนะด้วยการสวมรองเท้าของ Onitsuka Tiger โดยทาง Onitsuka เชื่อว่าการใส่รองเท้าวิ่งนั้นน่าจะดีกว่าการวิ่งด้วยเท้าเปล่า
abebe_bikila-2
  Mr Onitsuka เริ่มขยายตลาดรองเท้าของเขาเข้าไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รองเท้า  Tiger ได้เปลี่ยนรูปแบบต่างๆให้มีความทันสมัยและสวยงามยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ารองเท้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แต่สัญลักษณ์เสือและแถบด้านข้างก็ยังคงถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้รองเท้าของ Onitsuka เป็นที่รู้จักกันในนามของ“Tiger”
   ตั้งแต่รองเท้า Onitsuka Tigerถูกผลิตและพัฒนามาตั้งแต่ปี 1949 รองเท้าได้ถูกพัฒนามาเพื่อกีฬาหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น บาสเก็ตบอล วิ่ง วอลเลย์บอล ฟุตบอล กอล์ฟ เทนนิส ศิลปะป้องกันตัว ฯลฯ และรุ่นที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดของรองเท้า Onitsuka Tiger ก็คือรุ่น Mexico 66
mexico66begn

แล้ว ASICS หละมีที่มาอย่างไรไปดูกัน

asics_logo
   ในปี 1972 ได้มีการร่วมมือกันของสามบริษัทยักษ์ใหญ่ คือGTO, Jelenk, Onitsuka เพื่อที่จะสร้างสำนักงานขายระดับภูมิภาคขึ้นที่ใกล้กับเมืองฮอกไกโด เพื่อเตรียมรับการแข่งขัน The Sapporo Winter Olympics ซึ่งนำไปสู่การควบรวมกิจการของทั้งสามบริษัทในปี 1977 โดยใช้ชื่อว่า ASICS ซึ่งในปัจจุบัน ได้ขายรองเท้าให้กับร้านค้าปลีกไปทั่วโลกAsics Running Shoes2
asics-running-shoes-1
ASICS นั้นย่อมาจากคำว่า “Anima Sana In Corpore Sano” ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “A Sound Mind In A Sound Body”โดยได้ใช้สโลแกนในการโปรโมตว่า “sports is the best way to create a healthy, happy lifestyle.”
 
    ในช่วงปลายยุค 70s Derek Clayton ได้รับการสนับสนุนจาก ASICSและเขาสามารถทำลายสถิติโลกในการวิ่งมาราธอนได้ ฟังก์ชั่นของรองเท้าถูกพัฒนาให้ดีขึ้นจนในที่สุดได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการแข่งขันกีฬาใหญ่ๆระดับโลกเช่น กีฬาโอลิมปิก และในช่วงยุค 70s นี่เองที่ ASICS มุ่งมั่นที่จะออกแบบรองเท้าสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ   ASICSได้ทำการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของรองเท้ากีฬาผู้หญิงเพื่อดึงดูดนักกีฬาหญิงระดับโลก
1970s_lasse_viren_small_76546.
และ ASICS ก็ยังคงขายรองเท้าในยี่ห้อ Onitsuka Tiger ไปทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่น Mexico 66 เพราะมันเป็นความจริงที่ว่ายังมีผู้ที่หลงใหลในลวดลายและตราสัญลักษณ์ของ Onitsuka Tiger อยู่

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*


*