แฉหมดเปลือก! EP.1 รองเท้าวิ่ง Nike แต่ละแบบต่างกันยังไง

บทความนี้เกิดจากในระยะหลังๆกระแสการออกกำลังกายนั้นมาแรงมากๆ โดยเฉพาะการวิ่ง จึงมีคนถามเกี่ยวกับรองเท้าวิ่ง Nike มาเยอะมาก ทั้ง Inbox มาทาง facebook ทั้งในไลน์ บางคนโทรเข้ามากันเลยทีเดียว แบรนด์อื่นๆไม่ต้องช้ำใจไป 555  ถ้ามีคนถามมามากทาง Limstreet จะจัดให้เช่นกัน หรือถ้าทางแบรนด์ต่างๆผ่านมาเห็นจะกรุณานำข้อมูลที่ย่อยแล้วมาให้ ทางเราก็ยินดีนะจ๊ะ ชักจะยืดเยื้อเกินไปแล้วเริ่มกันเลยดีกว่า

รุ่นไหนดีที่สุด? รุ่นนี้ดีรึเปล่า? รุ่นนี้เอาไปใส่วิ่งแบบนี้โอเคมั้ย? รุ่นนี้ใส่เข้าฟิตเนสด้วยได้รึเปล่า? หลากหลายคำถามเหล่านี้ถูกถามเข้ามาบ่อยมากๆ ใจเย็นกันก่อนนะฮะพี่น้อง ก่อนอื่นเลยเราต้องมาทำความเข้าใจกับรองเท้าวิ่งแต่ละประเภทกันก่อน ซึ่งก็โชคดีเหลือเกินที่รองเท้า Nike ได้จัดประเภทรองเท้าวิ่งออกมาได้อย่างชัดเจนมาก แต่เราจะย่อยข้อมูลนั้นให้เพื่อนๆได้เข้าใจกันง่ายขึ้น

เริ่มจากรองเท้าวิ่ง Nike นั้น หากพูดถึงการนำไปวิ่งในพื้นผิวปกติทั่วๆไป(จะไม่พูดถึงการวิ่งทางวิบาก) หลักๆแล้วจะแบ่งออกมาเป็น 3 กลุ่มหลัก แล้วแต่ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่จะมีความชอบแตกต่างกันออกไป คือ กลุ่มวิ่งแบบเป็นธรรมชาติมากที่สุด, กลุ่มวิ่งระยะไกล และกลุ่มวิ่งทำความเร็ว

1. MOST NATURAL กลุ่มรองเท้าวิ่งแบบเป็นธรรมชาติ หรือช่วงปีก่อนๆจะเป็นกลุ่ม Run Natural

คุณสมบัติหลักของรองเท้ากลุ่มนี้คือ Dynamic & Flexible รองเท้าในกลุ่มนี้จะให้ความเป็นธรรมชาติในการวิ่งมากที่สุดอีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้ามากที่สุดอีกด้วย ซึ่ง Nike เองต้องการให้รองเท้ากลุ่มนี้เป็นรองเท้าที่ทำให้ผู้ใส่รู้สึกเหมือนวิ่งด้วยเท้าเปล่า โดยการดีไซน์พื้นรองเท้าจะมีความบางกว่ารุ่นอื่นๆ รองเท้ากลุ่มนี้ได้แก่รองเท้า Nike Free ทุกรุ่น จุดเด่นอีกจุดในด้านการออกแบบของรองเท้ากลุ่มนี้ก็คือ พื้นรองเท้าจะมีรอยบากตามทางขวางตลอดแนวพื้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ได้มากและใกล้เคียงกับธรรมชาติของเท้ามนุษย์มากที่สุด จนรองเท้าสามารถบิดงอได้แทบจะอิสระเลยทีเดียว

กลุ่มคนที่เหมาะกับรองเท้ากลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อให้มีความทนทานมากยิ่งขึ้น เพราะการออกแบบรองเท้าจะทำให้กล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหวที่เต็มประสิทธิภาพมากกว่ารองเท้ากลุ่มอื่นๆ เพิ่มความฟิตและแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการวิ่ง หรือพูดให้เข้าใจแบบง่ายๆ คือ เป็นรองเท้าที่เหมาะในการใส่ซ้อมวิ่ง ระยะใกล้ หรือระยะกลาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและทำลายข้อจำกัดของเรานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามจุดด้อยของรองเท้ากลุ่มนี้ก็คือไม่เหมาะต่อการนำไปวิ่งระยะไกล หรือนำไปใช้เป็นรองเท้าวิ่งหลัก เพราะพื้นรองเท้าที่มีความบางไม่สามารถรองรับแรงกระแทกในระยะเวลานานๆได้อย่างเต็มที่ อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บในบริเวณกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆได้ **ทิ้งท้ายไว้อีกนิด หากนำรองเท้าในกลุ่มนี้ไว้ใส่เดินเล่นแบบนานๆทั้งวัน ถือว่าเป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์ได้ดีมากๆเลยทีเดียว**

2. MOST CUSHIONED กลุ่มรองเท้าวิ่งระยะไกล หรือช่วงปีก่อนๆจะเป็นกลุ่ม Run Easy

จุดเด่นของรองเท้ากลุ่มนี้อยู่ที่การรองรับแรงกระแทก ที่เรียกได้ว่าทำได้ดีที่สุดในกลุ่มรองเท้าวิ่งของ Nike สังเกตได้จากพื้นรองเท้าที่มีความหนากว่ากลุ่มอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มรองเท้าที่มีการระบายอากาศที่ดีมากอีกด้วย เพื่อรองรับการระบายความร้อนจากเท้าในการวิ่งที่ใช้ระยะเวลานานๆ กลุ่ม MOST CUSHIONED นี้ยังถือว่าเป็นรองเท้าที่อัดเทคโนโลยีต่างๆของ Nike มามากที่สุดหรือทันสมัยที่สุดอีกด้วย สังเกตได้จากการออกนวัตกรรมใหม่ๆของ Nike จะถูกนำมาใช้กับรองเท้ากลุ่มนี้ก่อนเป็นอันดับต้นๆ เช่นรองเท้า Nike Air Max (ซึ่งถือเป็นรองเท้าวิ่งรุ่นเรือธงของทาง Nike เลยก็ว่าได้) เทคโนโลยีพื้นรองเท้าเจ๋งๆที่เราจะเห็นได้จากรองเท้ากลุ่มนี้ก็คือ พื้นรองเท้า Air Max ที่จะเป็นการอัดอากาศเข้าไปในพื้นรองเท้า จะเห็นได้จากรองเท้าตระกูล Air Max โดยเฉพาะรุ่นหลังๆที่เป็นพื้น Air แบบยาวตลอดเต็มทั้งฝ่าเท้า พื้นรองเท้าโฟม Lunarlon ที่ขึ้นชื่อด้านน้ำหนักเบา นุ่ม และยึดเกาะได้ดี ที่จะพบได้ในรองเท้าตระกูล Lunar ต่างๆ

แน่นอนว่ากลุ่มคนที่เหมาะกับรองเท้าประเภทนี้หลักๆเลยคือนักวิ่งระยะกลางไปจนถึงระยะไกล ที่ต้องการความนุ่มสบายและระบายอากาศดีๆ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บในขณะวิ่ง แต่จุดด้อยของรองเท้ากลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ คือเมื่อมีความนุ่มมาก ทำให้ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ความเร็ว เพราะตัวรองเท้าจะซึมซับแรงไว้หมด หากจะใส่รองเท้ากลุ่มนี้ทำความเร็วหล่ะก็บอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอน หรือใครที่คิดจะซื้อมาใส่เดินเล่นเท่ๆ ก็ไม่ผิดนัก แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่า การที่พื้นรองเท้านุ่มมากๆ ทำให้เวลาเดินนานๆ คุณจะรู้สึกทรงตัวลำบาก เกร็ง และเมื่อยได้ เตือนแล้วนะ!!!

3. MOST RESPONSIVE กลุ่มรองเท้าวิ่งทำความเร็ว หรือช่วงปีก่อนๆจะเป็นกลุ่ม Run Fast

นิยามง่ายๆของรองเท้ากลุ่มนี้คือ “น้ำหนักเบาและตอบสนองดีเยี่ยม” ซึ่งรองเท้ากลุ่มนี้จะเน้นไปที่การลดน้ำหนักของตัวรองเท้าเป็นหลัก เพื่อลดภาระของนักวิ่งที่ต้องการใช้ความเร็วมากๆและต้องการทำเวลาให้สั้นที่สุด พื้นรองเท้าในกลุ่มนี้จะสังเกตได้ว่ามีความลาดเอียงไปด้านหน้ามากกว่ากลุ่มอื่นๆ และพื้นรองเท้ายังมีการออกแบบให้มีการตอบสนองหรือส่งแรงเพื่อให้การวิ่งไปด้านหน้านั้นมีพลังและความไวมากขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าที่มีคุณสมบัติ Springy & Lightweight อย่างแท้จริง รองเท้าที่อยู่ในกลุ่มนี้คือรองเท้ากลุ่ม Nike Zoom นั่นเอง โดยพื้นรองเท้าเทคโนโลยี Zoom Air นั้น จะเป็นพื้นรองเท้าที่มีถุงอากาศบางๆซึ่งจะถูกอัดอยู่ในชั้นโฟม โดยในรองเท้าแต่ละรุ่นก็จะวางไว้ที่ตำแหน่งต่างกัน เพราะแต่ละคนมีการลงน้ำหนักของเท้าขณะวิ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้น Nike จึงใส่จุดรับแรงกระแทกไว้ในตำแหน่งต่างๆที่ต่างกันตามความเหมาะสมของแต่ละคน ตั้งแต่บริเวณปลายเท้า กลางเท้า ส้นเท้า จนถึงเป็น Zoom Air แบบ เต็มพื้นก็ยังมีให้เลือก จุดสังเกตก็คือ  Zoom Air อยู่ตรงไหน จะมีตัวอักษร Zoom อยู่บริเวณนั้น

แน่นอนว่ากลุ่มที่เหมาะกับรองเท้าประเภทนี้ได้แก่ผู้ที่ชอบการวิ่งเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ต้องการทำเวลาให้สั้นที่สุด เพื่อทำลายขีดความสามารถของตัวเอง สำหรับผู้ที่วิ่งระยะไกลแต่ต้องการทำเวลาให้สั้นลงยังมีรองเท้า Nike Zoom Air บางรุ่นที่จะทำพื้นรองเท้าให้มีความหนากว่ารุ่นอื่นๆ เพื่อที่จะยังสามารถรองรับแรงกระแทกและเพิ่มความสบายจากการวิ่งระยะที่ไกลขึ้นอีกด้วย รองเท้ากลุ่มนี้ยังควรที่จะมีไว้ใส่วิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ควรที่จะนำไปทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายประเภทอื่นเป็นอันขาด เพราะด้วยพื้นรองเท้าที่ถูกออกแบบมาให้มีความลาดเอียงไปด้านหน้ามากกว่ากลุ่มอื่นๆ ทำให้ขาดความมั่นคงในการเคลื่อนที่ไปในทิศทางอื่นๆ หากนำรองเท้ากลุ่มนี้ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นอาจเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อเท้าได้ รวมถึงส่วนอื่นๆของร่างกายด้วย

ทีนี้เพื่อนๆก็ได้รู้กันแล้วใช่รึเปล่าครับว่าตัวเองเหมาะกับรองเท้าวิ่งประเภทไหนบ้าง ก่อนจะไปเลือกซื้อรองเท้าวิ่งซักคู่ให้ถามใจตัวเองก่อนว่าตัวเราเองนั้นต้องการวิ่งในลักษณะใด และมีไลฟ์สไตล์การวิ่งแบบไหน เมื่อรู้ได้อย่างนั้นแล้วก็ตรงไปที่ร้านแล้วขอลองรองเท้าประเภทนั้นๆให้ได้มากที่สุด ลองใส่เดิน หรือบางร้านอาจจะมีลู่วิ่งให้เราได้ลองใส่วิ่งได้อีกด้วย เน้นว่าควรเลือกและทดลองใส่ให้นานหน่อยครับ เพื่อที่พอเสียเงินแล้วจะได้ไม่มานั่งเจ็บใจทีหลัง ที่สำคัญที่สุดรองเท้าวิ่งควรที่จะนำมาใส่วิ่งเป็นหลักเท่านั้น แน่นอนว่าหากต้องการใส่เข้าคลาสต่างๆ เข้ายิม หรือฟิตเนส(ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ควรใช้รองเท้า training) รองเท้าวิ่งบางคู่ก็อาจจะสามารถนำมาทดแทนได้บ้าง แต่ก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บอยู่ดี เพราะฉะนั้นใส่รองเท้าให้ถูกกับประเภทการใช้งานจะดีและสนุกกับกิจกรรมที่ทำมากที่สุด

** บทความนี้เขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมาณที่นี้ด้วย **

!!!!! ห้ามคัดลอกบทความนี้ไปใช้ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด !!!!!

ข้อมูลนี้เขียนขึ้นในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2017

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก : Nike.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*


*